Skip to content
23/10/2010 / รู้ไว้มีสุข (กิ๊ก)

หนทางของการเจริญปัญญาเป็นหนทางละความไม่รู้ ละโลภะ, ปุถุชน ๒ ประเภท, ปัจจุบันนี้เป็นกาลวิบัติจริงหรือ ?

เรื่อง หนทางของการเจริญปัญญาเป็นหนทางละ (เขียนเมื่อ 16/04/2551)


         ที่คุณบุษบงถามว่า // หนทางของการเจริญปัญญาเป็นหนทางละ  // ละตั้งแต่ต้นค่ะ  ตั้งแต่ละการไม่รู้และละความพอใจที่จะไม่รู้ต่อไป  หลายคนใช่ไหมค่ะ  ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมะก็ยังไม่อยากจะรู้ว่าเป็นธรรมะ  แม้จะมีคนบอกว่า  “เป็นธรรมะ”  ก็ไม่สนใจที่จะเข้าใจในสภาพที่เป็นธรรมะ  จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจยิ่งขึ้น //  คือ เห็นว่า  ไม่มีประโยชน์ในการที่จะมาพูดเรื่อง  สิ่งที่มีในชีวิตประจำวันและดูเหมือนไม่ได้ลาภ ยศ เงินทอง อะไรเลยใช่ไหมคะ  //  แต่ความจริงเขาไม่รู้ว่า นั่นนะ คือ สิ่งที่ประเสริฐกว่าการที่จะได้เพียงสิ่งที่ปรากฏแล้วก็หมดไป  โดยที่เราเข้าใจว่ายังมีอยู่และยึดถือว่ายังอยู่  ไม่ว่าจะเห็นอะไร  จะเป็นเงินทองทรัพย์สมบัติ  เข้าใจว่ายังมีอยู่  แต่ความจริงสิ่งที่ปรากฏทางตาเกิดปรากฏแล้วดับไป  แล้วไม่กลับมาอีก  //  เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ความจริงจนกระทั่งสามารถดับหรือละวิปลาสได้  ก็ต้องเป็นปัญญาที่รู้จริงๆ  แล้วจะต้องอบรมจากขั้นการฟังให้เข้าใจจริงๆ  และรู้ว่าขณะนี้รู้จริงๆอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้ายังไม่รู้จริงๆก็คือว่า  ฟังต่อไปอีก  จับด้ามมีด  ด้ามมีดไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย   สิ่งที่ปรากฏทางตา  แล้วเคยเห็นว่าเป็นคนเป็นสัตว์ที่เที่ยง ไม่เห็นก็ยังเข้าใจว่า  “ยังมี” ลองคิดดูค่ะ  นี่แสดงให้เห็นว่า แล้ว  “สิ่งที่มี”  ทำไมไม่รู้
เช่นขณะนี้น่ะค่ะ  ใครเห็น ตับ ปอด หัวใจบ้าง  ไม่เห็นใช่ไหมคะ มีหรือเปล่า ??  ก็คิดว่ามีกัน
เห็นไหมคะ  ทั้งๆที่ไม่เห็นก็ว่ามี  แล้วสิ่งที่มีจริงๆที่ปรากฏให้เห็น  ไม่รู้ๆ  ไม่พยายามที่จะรู้ ไม่พยายามที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่า “มีเพียงชั่วขณะที่เห็น”  // (ลึกซึ้งมากนะครับ  รู้จริงๆอย่างนั้นแล้วหรือยัง)
          เพราะฉะนั้นพระธรรมทุกคำที่ทรงแสดงนี้ จากการตรัสรู้ความจริงแล้ว   ความจริงนั้นไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นเลย  และทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก  ให้สามารถที่จะเข้าใจถูก  เห็นถูกประจักษ์แจ้งความจริงนั้นได้  เป็นพระอริยบุคคลด้วยปัญญาที่สามารถที่จะเห็นถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรม
บรรยายโดย อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
 เรื่อง ปุถุชน ๒ ประเภท อันธปุถุชนกับกัลยาณปุถุชน
          ความต่างของผู้ที่เป็นปุถุชนกับผู้ที่เป็นพระอริยบุคคล  //  ปุถุชนที่ไม่ได้ฟังเลย  เป็น “อันธปุถุชน”  มืดบอดสนิท     ไม่สามารถแม้จะได้ยินคำว่า  “ธรรมะ นามธรรม รูปธรรม หรือว่า อนัตตา”   ไม่สามารถจะมีปัจจัยให้เกิดขึ้นมีศรัทธาที่จะฟังให้เข้าใจยิ่งขึ้นว่าคำที่ได้ยินนี้ถูกไหม จริงไหม นั่นคือปุถุชนผู้มืดบอด  //  แต่ก็ยังมี “กัลยาณปุถุชน”  ปุถุชนผู้มีโอกาสได้ยินได้ฟัง  การได้ยินได้ฟังนี้ยาก เพราะว่าส่วนใหญ่ก็จะมีปัจจัยให้ได้ยินอย่างอื่น และยากกว่านั้นคือ ได้ยินได้ฟังแล้ว  “เห็นประโยชน์”  ยากกว่านั้นอีกคือได้ยินได้ฟังแล้ว  “มีศรัทธาที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ได้ยินได้ฟังด้วยความอดทน”   เพราะเหตุที่เป็นสิ่งที่ยากที่จะรู้ได้ ไม่ใช่จะรู้ง่ายๆ  //
          เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้จริงๆว่า  // เพียงขั้นการได้ยินได้ฟังก็ยังยาก  //  และการได้ยินได้ฟังแล้ว  เห็นประโยชน์ที่จะมีศรัทธามั่นคงที่จะฟังต่อไปก็ยาก  //  และการที่จะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมจากปุถุชนเป็นกัลยาณปุถุชน       (ก็ยาก) เข้าใจความต่างขณะที่ฟังเรื่องราวแล้วเข้าใจ  แต่ขณะนี้ ที่สภาพธรรมปรากฏ  หลงลืมสติ  สติไม่เกิด  หรือว่าสติเกิดแล้วเริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ  เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ได้หนีหายไปไหนเลย  ตามความจริงเกิดแล้วดับแล้วไม่ได้หายไปไหนเลย  แต่ไม่ต้องไปคำนึงถึงตราบใดที่ยังมีสิ่งที่ปรากฏที่จะให้ค่อยๆเริ่มที่จะเข้าใจขึ้น  ว่าแท้ที่จริง  จริงๆสิ่งนี้มีจริงแน่นอน  แต่จริงเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น  แล้วก็ดับแล้วด้วยทันทีอย่างรวดเร็ว  แล้วเวลาที่มีจิตได้ยินเกิดขึ้นต่อ    ก็ไม่ใช่จิตที่เห็น  เพราะฉะนั้น  ถ้ามีความเข้าใจอย่างมั่นคง  ความจริงเป็นอย่างนี้  แล้วหนทางที่จะทำให้ค่อยๆเข้าใจความจริงนี้มีไม่ใช่ไม่มี  แต่ว่าไม่ใช่ตัวตนที่จะไปพยายามบังคับไปเร่งให้เร็ว  ให้เข้าใจมากๆ ให้รู้ชัดให้กิเลสหมด  เป็นไปไม่ได้เลย   สิ่งที่พิสูจน์คือขณะนี้นะคะ   ได้ยินได้ฟังว่า  ตานี้ไม่ใช่ใครเลย  อันนี้แน่นอนและพระโสดาบันเป็นผู้ที่เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง   ไม่ได้มีความสงสัยว่า  สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา  ขณะนี้เป็นอย่างนี้เท่านั้นและมีการประจักษ์การเกิดดับจริงๆด้วย  มิฉะนั้นจะไม่มีการละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา  เพราะเหตุที่ยึดถือสภาพธรรมมานานมากแสนโกฏิกัลป์  จะเพิ่มไปอีกเท่าไรก็ไม่มีใครนับได้  แล้วต่อไปข้างหน้าจะมากขึ้นหรือเปล่า  หรือว่าจะลดน้อยลง
บรรยายโดย อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::: 
เรื่อง ปัจจุบันนี้เป็นกาลวิบัติจริงหรือ

คุณณรงค์ ผู้ถาม           ทีนี้จากการศึกษา เรารู้ว่าในปัจจุบัน มันเป็นกาลวิบัติ ผมก็เลยยังไม่แน่ใจว่า ก็เลยเดาว่า เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมานี้ ก็เป็นกาลสมบัติ แต่บัดนี้ กาลสมบัติ มันก็ไม่เกิดแล้ว 
อาจารย์สุจินต์ ผู้ตอบ 
  ถ้ากล่าวโดยส่วนรวมนะคะ แต่ถ้ากล่าวโดยส่วนละเอียด ขณะนี้เป็นกาลวิบัติและกาลสมบัติของบางคน จะกล่าวว่าเป็นกาลวิบัติหมด ไม่มีการฟังธรรม ไม่มีการสนทนาธรรมเลย ถ้าเป็นกาลวิบัติขณะที่พระศาสนาอันตรธาน (จึงกล่าวได้ว่าเป็นกาลวิบัติโดยส่วนรวม) // แต่แม้ในครั้งพุทธกาล ที่กล่าวว่าเป็นกาลสมบัติ มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระอัครสาวก มีพระมหาสาวก พระโสดาบัน ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตมากมาย // แต่คนที่ไม่เลื่อมใสในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มี เพราะฉะนั้นจะกล่าวว่าเป็นกาลสมบัติของคนที่ไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาก็ไม่ได้ใช่ไหมค่ะ // ต้องเป็นขณะที่มีการเห็นถูกเกิดขึ้นเมื่อไร เฉพาะบุคคลนั้นก็เป็นกาลสมบัติ // ในยามที่เศรษฐกิจกำลังไม่ค่อยดีนี่นะคะ แต่บางคนก็ได้รับประโยชน์มาก เห็นไหมคะ กาลวิบัติส่วนรวม // แต่สำหรับแต่ละบุคคล เรื่องของกรรมเป็นเรื่องซึ่งไม่มีใครจะสามารถรู้ได้ ว่ากรรมใดจะให้ผล เมื่อไร สำหรับคนไหนในกาลไหน ในยามซึ่งเหมือนเป็นกาลวิบัติ แต่คนนั้นเป็นกาลสมบัติก็ได้ ก็มี เพราะฉะนั้นเรื่องของกรรมเป็นเรื่องซึ่งถ้าเราดูตามหนังสือพิมพ์ เรื่องราวต่างๆ วงศาคณาญาติ อุบัติเหตุทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้ จะเห็นได้ว่าไม่มีใครจะสามารถทำอะไรได้เลย ให้เป็นอย่างนั้น นอกจากกรรมทำได้ทุกอย่าง อย่างที่คาดคิดไม่ถึงเลยก็เป็นเรื่องของกรรม
บรรยายโดย อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์

เขียนโดย
: รู้ไว้มีสุข

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: