Skip to content
04/06/2010 / รู้ไว้มีสุข (กิ๊ก)

มานะ คือ ความสำคัญตน เป็นกิเลสตัวหนึ่งในกิเลส ๑๐ ซึ่งพระอรหันต์เท่านั้นที่ละมานะได้

มานะ ความสำคัญตน

บรรยายโดย อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์
จากปกิณณกธรรม แผ่นที่ ๑ ตอนที่ ๔ เวลาที่ 2 นาที
 30 วินาที

ผู้ถาม 

          ขอความกรุณาเรียนถาม…เมื่อตอนต้นอาจารย์พูดถึงผ้าเช็ดธุลีนะฮะ เดี้ยนเข้าใจว่าอาจจะยังมีบางท่านที่ยังไม่เข้าใจคำ คำนี้
อ.สุจินต์
 

          …ถ้าใช้คำว่า ผ้าขี้ริ้ว เข้าใจไหมค่ะ
ผู้ถาม

          คือว่า…นอกจากนั้นแล้วดิฉันอยากจะขอความกรุณาอาจารย์ // ช่วย…เล่าว่าทำไมถึงได้เกิด มีการให้ประพฤติตนดุจผ้าเช็ดธุลี แล้วได้ผลประโยชน์อย่างไร // และอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า พอมองไปในลักษณะที่ว่า ถ้าจะเป็นผ้าเช็ดธุลีแล้วเนี่ย เท่าที่เคยได้รับคำสั่งสอนมาว่า เราคงจะต้องลดมานะ ก็ทำให้นึกถึงคำว่า “มานะ” ด้วย ก็เลยอยากจะขอความกรุณาอาจารย์ช่วยกรุณาชี้แจงเรื่องคำว่า “มานะ” ด้วยค่ะ //ขอบพระคุณค่ะ

อ.สุจินต์

          คือ  เป็นเรื่องของภาษาไทยกับภาษาบาลีที่ปนกันมาตลอดเนี่ยนะคะ // แล้วก็เราก็ใช้ในความหมายของภาษาไทยว่า มานะเนี่ยคงจะหมายความถึงสิ่งที่ดี เป็นความอดทน เป็นวิริยะ เป็นอะไรก็ตามนะคะ ซึ่งเราคิดว่าควรจะมี แต่ว่าในภาษาบาลี ลักษณะของมานะเป็นสภาพธรรมที่ทะนงตน สำคัญตน หรือเราจะใช้คำว่า หยิ่ง เย่อหยิ่งลำพองก็ได้ // มานะนี่ละเอียดมากค่ะ ผู้ที่จะดับหรือละมานะได้เป็นพระอรหันต์ ถ้าเป็นเพียงพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ยังละมานะไม่ได้ เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า มานะเนี่ย ต้องละเอียดมากๆจริงๆนะคะ // แล้วเราก็เห็นแต่เฉพาะมานะใหญ่ๆ หมายความว่าคนนั้นเป็นคนหยิ่ง เป็นคนทะนงตน หรือเวลาที่เราเกิดมีความรู้สึก…สำคัญตัวขึ้นมาเนี่ยนะคะ ขณะนั้นเราไม่เคยรู้จักหน้าตาของสภาพธรรมนี่เลยว่า นี่แหละมานะ ที่ชื่อว่า มานะนี่แหละ ตัวนี้ล่ะ ใช่ไหมค่ะ แต่ว่าก็…คงจะเกิดกับหลายเหตุการณ์ // ถ้าสมมุติว่า  เราไปที่แห่งหนึ่งแล้วก็  ไม่มีใครต้อนรับเราเลย  ทั้งๆที่เขาก็น่าจะต้อนรับเรานะคะ  ไม่เอาใจใส่เราเลย  อาจจะนั่งค่อยอาหารอยู่ตั้งนาน โต๊ะอื่นเขาก็ได้รับประทานหมดแล้ว  หรืออะไรๆอย่างนี้นะคะ   เราจะมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ…… เขาไม่เห็นว่าเราเป็นคนสำคัญเลยหรืออย่างไร  บางคนก็อาจจะคิดอย่างนั้นใช่ไหมค่ะ  แล้วก็มีกิริยาอาการซึ่งผิดปกติขึ้นมาเลยค่ะ หมายความว่า ไม่ได้มีความที่มั่นคงที่จะเป็นผ้าเช็ดธุลี แต่ว่าเกิดมีความรู้สึกไม่สบายใจอึดอัด และก็มีกิริยาอาการของมานะแสดงออกมา // นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ก่อนนี้เราไม่เคยสังเกตตัวนี้เลย แต่เวลานี้ให้ทราบว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้เราลำบากใจ สำคัญตน แล้วก็เดือนร้อน เวลาที่มีมานะเกิดขึ้น // เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นศัพท์ภาษาธรรมนะคะ ซึ่งต่างกับในภาษาไทย

 

          และสำหรับเรื่องผ้าเช็ดธุลี หรือผ้าขี้ริ้วเนี่ยค่ะ  ก็เป็นผ้าที่ไม่มีราคา หมายความว่า คนอื่นจะเหยียบจะย่ำอย่างไงก็ได้ เมื่อ…เราไม่มีความสำคัญตน แต่ถ้าเรามีความสำคัญตนแล้ว สำคัญไปหมดเลยทุกอย่างนะคะ // ชื่อเรียกไม่ถูกก็ไม่ได้ ใช่ไหมค่ะ ต้องเรียกให้ถูกค่ะ  มีคนหนึ่งที่เขาบริจาคเงิน แล้วก็บังเอิญผู้ประกาศเนี่ยค่ะ ก็ประกาศไม่ถูก ตั้งแต่นั้นมาเขาไม่บริจาคอีกเลย เพราะเขาบอกว่า ประกาศชื่อเขาไม่ถูก นี่ค่ะแสดงให้เห็นว่า แม้แต่เพียงชื่อนะคะ ก็มีความสำคัญถึงขนาดนั้นนะค่ะ นี่แสดงให้เห็นว่า เราติดอะไรบ้างเนี่ย  ติดเสียง แล้วก็ติดชื่อ แล้วก็คิดว่าชื่อนั้นมีความสำคัญมากมาย แต่ความจริงเป็นแต่เพียงชื่อนะคะ // ความสำคัญควรจะเป็นกุศลจิตหรือ อกุศลจิต ถ้าเป็นอกุศลจิตแล้วไม่ดีไม่ว่าจะอยู่กับใคร จะเป็นท่านผู้หญิงหรือว่าจะเป็นเจ้าคุณ หรือจะเป็นใครก็ตามอกุศลก็คืออกุศล   ถ้าเป็นกุศลไม่ว่าจะเกิดกับเด็กเล็ก ผู้ใหญ่อย่างไงนะคะ สภาพที่ดีงามก็ยังคงเป็นสภาพที่ดีงาม ซึ่งทุกคนก็ต้องชอบ ชื่นชม ในสภาพที่ดีงามนั้น 

 

          เพราะฉะนั้นลักษณะของผ้าเช็ดธุลีนั้น หมายความว่า ในความรู้สึกของเราเองนะคะ เราไม่ได้เป็นคนสำคัญอะไร ดีกว่าที่เราจะคิดว่าเราเป็นคนสำคัญไหม // คือขอให้เปรียบเทียบเริ่มที่จะพิจารณาว่าอะไรดี ถ้าเรามีความสำคัญในตัว ซึ่งมันไม่มีอะไรนะคะ ท่านอุปมาเหมือนกับลูกโป่งค่ะ ลอยขึ้นไปได้สูงมากเลย ยิ่งจะใส่อะไรอัดเข้าไปนะคะ ก็ยิ่งลอยขึ้นไปได้มาก ข้างในไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นนี่ก็คือ ความมานะความสำคัญตน  ให้เราเป็นอะไรก็ได้  เรียกชื่อเราอะไรก็ได้  เราก็พลอย ลอยขึ้นไปตามชื่อซึ่งตั้งตามคำที่เรียก  แต่ไม่มีอะไรเลยค่ะ //ขันธ์ทุกขันธ์เกิดแล้วก็ดับไป เราเมื่อกี้นี้อยู่ที่ไหน….. เมื่อกี้นี้ค่ะ เดี๋ยวนี้อยู่ตรงนี้ใช่ไหมค่ะ เมื่อกี้นี้อยู่ที่ไหน ตัวเราที่เราคิดว่าเรานั่งอยู่ตรงนี้เนี่ยค่ะ  เมื่อกี้นี้ไม่มีแล้ว มีตัวนี้มีรูปนี้มีนามนี้ ซึ่งเกิดดับเร็วมากทุกขณะ // เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วเนี่ยค่ะ เป็นแต่เพียงชื่อที่เรียกให้เข้าใจกัน เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าอะไรก็ไม่สำคัญ // ถ้าเราหมดความสำคัญในตัวเราที่เราจะทำให้เป็นคนทะนงตนนะคะ เราจะมีความสบาย ใครจะเรียกเราอย่างนั้นก็ได้ ไม่เรียกเราอย่างนั้น เราก็เป็นตัวเรา ไม่เห็นจะเดือดร้อน ใช่ไหมค่ะ เรียกผิดก็ผิด เรียกถูกก็ถูกทำไมจะต้องมีความสำคัญถึงขนาดนั้น // เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผ้าเช็ดธุลีก็คือว่า ในความรู้สึกของเราเนี่ยค่ะ ไม่ได้มีความสำคัญในตนหรือว่าความทะนงตนว่า เราต้องเป็นอย่างนั้นหรือเราต้องเป็นอย่างนี้ // เพราะจริงๆแล้วก็คือสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วก็ดับไป ไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง // 

 

          เมื่อกี้นี้ทุกคนได้ยินเสียงนะคะ ขณะนี้ก็กำลังได้ยินทีละคำผ่านไปผ่านไป เสียงไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเก็บห่อเอาไว้เป็นของเรา หรือได้ยินเมื่อกี้นี้ใช่ไหมค่ะ ก็หมดไปจริงๆค่ะ เราอยู่ที่ไหน ถ้ามีความรู้สึกสุขสักนิดหนึ่งนะคะ ก็หมดไปอีกแล้ว ถ้าอาหารนี้จะอร่อยมาก ประเดี๋ยวเดียวก็หมดแล้วค่ะ ไม่มีอะไรซึ่งจะคงอยู่ได้แน่นอนเลย // เพราะฉะนั้นของเราจริงๆเนี่ย ให้ดูมาว่าตั้งแต่เกิดมีอะไรเป็นของเราจริงๆบ้าง ความสนุกสนานตั้งแต่เด็กสนุกมากนะคะ ผ่านไปหมดค่ะ เหลือแต่ความจำ  ซึ่งความจำเนี่ย ถ้าไม่คิดถึงก็ไม่มี เรื่องนั้นก็ไม่มีเลยในความจำของเราใช่ไหมค่ะ ทุกวันก็ผ่านไปผ่านไปหมดไป // เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะสุขจะทุกข์ก็เพียงชั่วขณะที่เกิดแล้วก็หมด  เพราะฉะนั้นถ้าเห็นความจริงอย่างนี้จริงๆแล้ว เราจะมีความสำคัญในขันธ์ไหน ในรูปขันธ์ ก็เกิดแล้วก็ดับไป ในเวทนาขันธ์-ความรู้สึกก็เกิดแล้วก็ดับไป ในสัญญา-ความจำ ถ้าเราไม่จำ เรื่องนั้นเรื่องนี้ใช่ไหมค่ะ เราก็ไม่คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ก็หมดไป ตอนที่เรื่องนั้นเกิดขึ้นเราก็รู้สึกว่า สำคัญเหลือเกินค่ะ แต่พอไม่นึกถึง เอ๊ะ!!! หายไปได้อย่างไง เรื่องที่คิดว่าสำคัญเนี่ย  ไม่เห็นจะเดือนร้อนอีกต่อไปเพียงไม่คิดถึงเท่านั้นก็หมดความสำคัญไปแล้ว // เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ยค่ะ มันก็เป็นเพียงชั่วขณะจิตที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกทีละขณะทีละขณะ แล้วตราบใดที่ยังอยู่  เราก็ไปยึดถือว่าเป็นเรา เป็นใครก็ตามแต่นะคะ จากโลกนี้ไปแล้ว ก็จะเป็นคนนั้นอีกต่อไปไม่ได้ จะต้องเกิดใหม่และก็เป็นคนใหม่ทันที //

 

          เพราะฉะนั้นความเป็นผ้าเช็ดธุลีก็คือว่า ไม่เดือนร้อนและก็ไม่มีความสำคัญ ที่จะไปคิดเบียดเบียนหรือว่าจะไปโกรธไปเกลียดไปชังใคร ซึ่งมีการกระทำซึ่งไม่ถูกใจเรา   หรืออาจจะว่าไม่ดีต่อเราก็ได้นะคะ คือว่าไม่ว่าจะมีใครทำอะไรกับเรานะคะ เราสามารถที่จะมีจิตใจที่สม่ำเสมอและก็ไม่หวั่นไหว ไม่เดือนร้อน นั่นคือความหมายของ ผ้าเช็ดธุลีซึ่งผู้ที่ประกาศตน ว่าท่านเป็นเสมือนผ้าเช็ดธุลีเนี่ย เดาได้ไหมค่ะว่าใคร

          ถ้ายังไม่ได้ฟังพระธรรมเนี่ยค่ะจะนึกไม่ถึงเลยว่า ผู้ที่ประกาศว่าท่านเป็นเสมือนผ้าเช็ดธุลี นั้นก็คือ พระอัครสาวกนะคะ “ท่าน…พระสารีบุตร” ซึ่งเป็นผู้เลิศในทางปัญญา นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีใครที่จะมีปัญญาเท่ากับท่านพระสารีบุตร // คือปัญญาของท่านพระสารีบุตรเนี่ยมากทีเดียวค่ะ เป็นอัครสาวกนะคะ แต่ว่าเทียบกับพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมไม่ได้แน่นอน บารมีที่บำเพ็ญมาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับ พระสารีบุตรนั้นก็ห่างไกลกัน สำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ซึ่งเป็นผู้ยิ่งด้วยปัญญานั้นทรงบำเพ็ญพระบารมี 4 อสงไขยแสนกัลป์ ท่านพระสารีบุตรบำเพ็ญพระบารมี 1 อสงไขยแสนกัลป์ // แต่ว่าท่านเป็นผู้ที่ประกาศ บันลือสีหนาทว่า ในความรู้สึกของท่านนะคะ ท่านเป็นเสมือนผ้าเช็ดธุลี //

 

          แล้วเราล่ะคะ ไม่ได้มีปัญญาอย่างท่านพระสารีบุตร แล้วเราก็ไม่อยากจะเป็นผ้าเช็ดธุลี //แต่ว่าถ้าเรามีปัญญาจริงๆนะคะ เราก็อยากจะเป็นผ้าเช็ดธุลีแน่ๆค่ะ คือ สบายไม่หวั่นไหว ใครจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของเขา // แล้วเราก็มีจิตที่สม่ำเสมอเป็นมิตรกับเขาได้ไม่มีศัตรูเลย ถ้าเราไม่เป็นศัตรูกับใคร ต่อให้คนนั้นเป็นศัตรูกับเรานะคะ เราก็ยังคงไม่มีศัตรูอยู่นั่นเองค่ะ เราไม่ได้เป็นศัตรูกับเขา

—————————

พระธรรมที่ควรรู้
บ้านธัมมะ ==> www.DhammaHome.com

 ถอดเทปคำบรรยายโดย : รู้ไว้มีสุข

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: