Skip to content
04/05/2012 / รู้ไว้มีสุข (กิ๊ก)

ขายที่ดินเปล่า น้ำไม่ท่วม 26 ไร่ หมู่ 2 ต.ท่าเสา อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

ขายที่ดินเปล่า น้ำไม่ท่วม 26 ไร่ หมู่ 2 ต.ท่าเสา อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร


 


ขายที่ดินเปล่า น้ำไม่ท่วม ขนาด 26 ไร่ 36 ตารางวา อยู่หมู่ 2  ต.ท่าเสา อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร 74110  ติดกับบริษัท Copko  อากาศดี ลมเย็น สามารถทำเป็นที่พักตากอากาศ ธุรกิจ สนามไดร์ฟกอล์ฟ โรงงาน สวนสนุก บ้านจัดสรร ทำการเกษตรต่างๆ ฯลฯ สภาพพื้นที่เป็นที่ดินเปล่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ปัจจุบันมีต้นไม้ต้นหญ้าปกคลุม  ขออธิบายแบบสรุปเลยนะคะจะได้ไม่เสียเวลาทั้ง 2 ฝ่าย


ข้อดี     1. อากาศดี ลมเย็น ไม่มีกลิ่นเหม็น


             2. ที่ดินแปลงใหญ่ กว้าง โปร่ง โล่ง น้ำไม่ท่วม


             3. อยู่ในเขตปริมณฑลไม่ไกลจากกรุงเทพมากนักและไม่ไกลจาก ร.พ.กระทุ่มแบน  ตลาดกระทุ่มแบน  โลตัสกระทุ่มแบน  ใกล้สถานศึกษา  สวนสุขภาพ  อบต.ท่าเสา  ใกล้เส้นทางลัดไปมหาชัย  บิ๊กซีมหาชัย  โลตัสมหาชัย


             4. มีทางน้ำออกสะดวก


             5. มีถนนคอนกรีตผ่าน 2 ทาง ทั้งด้านหน้าและหลัง ถ้าพัฒนาทางเข้า-ออกสามารถออกได้ 2 ทาง ไม่ไกลจากถนนทั้ง 2 ทาง


ข้อเสีย 1. ที่ดินนี้อยู่ไม่ไกลจากถนน แต่ต้องซื้อที่ดินเพิ่มทำทางเข้า-ออก ถ้ามีทุนก็สามารถซื้อทางเข้า-ออกได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องการออกทางไหน  ทางออกมี 2 ถนน


 


ที่ดินจำนวน 26 ไร่ 36 ตารางวา – ราคาไร่ละ 1,500,000 บาท

 

สนใจสามารถพูดคุย ติดต่อสอบถามรายละเอียด ดูสถานที่จริง ได้ที่คุณสุนทร  โทร.0818363514 หรืออีเมล์ itpop1@hotmail.com  ขอบคุณที่สนใจค่ะ

24/05/2011 / รู้ไว้มีสุข (กิ๊ก)

รักษา ป้องกันมะเร็งด้วยโภชนาการบำบัด “กินเป็น ไม่เป็นมะเร็ง” โดย ดร. ผู้มีประสบการณ์การทำวิจัยเรื่องการต้านมะเร็ง

กินเป็น....ไม่เป็นมะเร็ง

อาหารเป็นสาเหตุหลักของมะเร็ง
หากเรารู้จะป้องกันได้ง่ายๆด้วยอาหาร

ผู้เขียน ดร.เริงฤทธิ์ สัปปพันธ์
ปริญญาเอกทางด้านสารธรรมชาติทางการแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้มีประสบการณ์การทำวิจัยเรื่องการต้านมะเร็ง
โดยใช้ยาสมุนไพรและโภชนาการ


โรคหลายโรคโดยเฉพาะมะเร็ง สามารถป้องกันได้ด้วยอาหาร
หากเราทานอาหารที่มีสารจากธรรมชาติเป็นประจำ
ก็จะป้องกันการเกิดโรคได้ง่ายๆ
หนังสือเล่มนี้จึงนำงานวิจัยทางด้านโภชนาการมาถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าใจง่าย
และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงเพื่อสุขภาพที่ดี
ห่างไกลจาก
โรคร้ายซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยอาหาร
มะเร็ง…เป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคน…
ขอขอบคุณผู้เขียนที่สละเวลาในการสั่งสมความรู้มาเผยแพร่
ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ได้อ่าน…
อย่างน้อยๆก็ทำให้เลือกบริโภคอาหาร
มากขึ้นครับ
23/04/2011 / รู้ไว้มีสุข (กิ๊ก)

ขายด่วน คอนโดย่านสุทธิสาร-รัชดา ตึกคอนโดรัชดาออร์คิด ใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT กรุงเทพมหานคร

รูปบ้างส่วนของคอนโดรัชดาออร์คิด

ห้องเลขที่ 129/58 ชั้น 7 ซอยหัสดิเสวี ถนนสุทธิสาร แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ การเดินสะดวก ห่าวจาก MRT สถานีสุทธิสาร ประมาณ 300-400 เมตร หรือว่าถ้ามีรถส่วนตัวก็มีที่จอดรถให้ถึง 8 ชั้น ไม่มีทางเต็ม ที่จอดรถอยู่ ใต้อาคารไม่ตากแดด รถสีไม่พัง มี รปภ 24 ชั่วโมง มีฟิตเนสอยู่ชั้น 5 สระว่ายน้ำ 2 สระ มีห้องเซาว์น่า 2 ห้อง ห้องเล่นปิงปอง ชั้น 5 จะเป็นที่พักผ่อน มีโซฟาคอยบริการ มีร้านอาหารร้านค้า 4-5 ร้าน บริการ 24 ชั่งโมง ร้านซักรีด 3-4 ทำให้ชีวิต การใช้ชีวิตของเราง่ายขึ้น อีกอย่างคอนโดจะได้คุณภาพและไม่มี ปัญหา ทางนิติบุคคลต้องดี การบริหารงานต้องเวิกร์ คอนโดถึงจะสะอาด และก้อยู่ได้นานคับ ที่รัชดาออร์คิด ไม่มีปัญหาเรื่องนี้นะคับ ถ้าไงสนใจ กรุณา ติดต่อคุณ แฮ็ค 086 4118117 รึไม่ก้อทางอีเมลล์ได้เลยนะคับ ขอบคุณนะคับ

20/02/2011 / รู้ไว้มีสุข (กิ๊ก)

ขายด่วนที่ดินเปล่า สิงห์บุรี แบ่งขายที่ดินติดถนนใหญ่ น้ำท่วมไม่ถึง น้ำไม่ท่วมถึง ขนาด 1.30 ไร่ หรือเท่ากับ 615 ตารางวา เจ้าของขายเองค่ะ ไม่ผ่านนายหน้าค่ะ

—————————————————————————————————————————

แบ่งขายที่ดินเปล่าติดถนนใหญ่ ใน จ. สิงห์บุรี
ขนาด 1.30 ไร่ หรือเท่ากับ 615 ตารางวา

ที่ดินเปล่าอยู่ริมถนน สิงห์บุรี-อ่างทอง
ใกล้กับ ร.พ.หมอประเจิด

ตารางวาละ 27,000 – 30,000 บาท

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดหรือชมสถานที่จริงได้ที่……
ติดต่อ :: คุณวิภากร

เบอร์โทร 081-0860384
———————————– เบอร์โทร 081-0860384
———————————– เจ้าของขายเองค่ะ ไม่ผ่านนายหน้าค่ะ

23/10/2010 / รู้ไว้มีสุข (กิ๊ก)

สังคหวัตถุ ๔, ธรรมในชีวิตประจำวันที่ทุกคนควรมี ควรปฏิบัติ, ทาน, ปิยะวาจา, อรรถจริยา, สมานัตตา คือ สังคหวัตถุ 4, เป็นธรรมในชีวิตประจำวันที่ควรปฏิบัติ, ความดีทำดี

สังคหวัตถุ ๔
ปกิณณกธรรม  ตอนที่ 21  เวลา 17.19 นาที

ผู้ถาม    เอ่อ   ปกติแล้วเนี่ยเมื่อพูดถึงกุศล ก็มักจะมุ่งไปในเรื่องของวัตถุทานเป็นสำคัญ // แต่ทีนี้ในกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุทานเนี่ย // กุศลอย่างอื่นที่พอจะมาเป็นการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติเนี่ย  ก็คิดว่าน่าจะมีธรรมะส่วนอื่นด้วย // สังคหวัตถุ ๔  ซึ่งเป็นกุศล  ทั้ง 4 ประการ // ก็อยากจะขอความกรุณาท่านอาจารย์ได้ มีคำอธิบาย

อ.สุจินต์  ค่ะ  ต้องสนทนาธรรม  ถ้าจะเป็นเรื่องสังคหวัตถุก็สนทนาเรื่องสังคหวัตถุ  ต้องแปลคำนี้และก็ต้องอธิบายว่า คืออะไร  ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่มีใครเข้าใจ // สังคห ( อ่านว่า  สัง – ขะ – หะ ) ก็คงจะเหมือนกับคำว่า สงเคราะห์  ที่เราใช้ในภาษาไทยนะคะ // วัตถุ  ในภาษาบาลีเนี่ยค่ะ ใช้คำนี้บ่อยๆ  เป็นเรื่องหรือเป็นสิ่ง  หรือเป็นหัวข้อ หรือเป็นธรรมะใดๆก็ตามนะคะ จะใช้คำว่าวัตถุ เพราะฉะนั้นสังคหวัตถุ ก็เป็นธรรมะที่สงเคราะห์ หรือช่วยในการที่จะให้ทุกคนมีความสุขในชีวิตประจำวัน  ซึ่งก็มี ๔ อย่าง ได้แก่
                                1.
ทานะ  การให้ ๑
                                2.
ปิยวาจา  คำพูดที่น่าฟัง ๑ และก็
                                3.
อรรถจริยา  การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ ๑ และก็
                                4.
สมนัตตตา  การมีตนเสมอ ๑
                ๔ อย่างนี้ก็คงจะทำให้เรามีความสุขได้จริงๆ  ถ้าเราเป็นผู้ที่มีสังคหวัตถุนะคะ  แล้วก็คนอื่นที่ได้รับสังคหวัตถุจากเรา เช่น

                ทานะ การให้  การให้เนี่ยเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ // การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น // ให้ได้ทั้งหมดเลย  เป็นสิ่งของเล็กๆน้อยๆก็ได้  เป็นวิชาความรู้ก็ได้  เป็นคำแนะนำก็ได้ // ขณะใดที่มีจิตใจเป็นกุศล แล้วก็ให้สิ่งซึ่งตนสามารถจะให้กับคนอื่นได้ // ถ้าเป็นคนที่มีความสามารถนะคะ ก็สามารถที่จะสอน หรือว่าถ่ายเทความรู้นั้นให้คนอื่น ขณะนั้นก็เท่ากับให้สิ่งที่เป็นประโยชน์เหมือนกัน แม้ว่าจะไม่ใช่วัตถุทาน  แต่การให้ความรู้ความสามารถกับคนอื่นก็เท่ากับว่า เราสละสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้คนอื่น แล้วคนที่ได้รับเนี่ยค่ะ ก็จะต้องมีความดีใจมาก // เพราะฉะนั้นไม่ใช่การหวงแหน  ความรู้ หรือว่า // อย่างสมัยก่อนนั้น พอใครทำอะไรเก่งก็ไม่ยอมบอกใครเลย ก็คิดว่าคนอื่นจะทำ อาจจะไปเป็นอาชีพหรืออะไรก็ได้ // แต่จริงๆแล้วให้ไปเถอะค่ะ เพราะเหตุว่า ใครจะได้รับอะไรในชีวิตนั้นก็ขึ้นอยู่กับบุญกรรมที่ได้ทำแล้วทั้งนั้น // ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่า เราไปบันดาลให้  แต่ว่าต้องอาศัยกรรมของเค้าที่ได้ทำนั่นเอง // เพราะฉะนั้นสำหรับในเรื่องของทาน การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ // มีข้อสงสัยไหมค่ะ // ให้ได้ทุกอย่างที่จะเป็นประโยชน์  วัตถุ  เสื้อผ้า  อาหาร  ความรู้  ความสามารถ  ที่จะช่วยให้คนอื่นได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์นั้น  เป็นสิ่งที่ดี ทั้งผู้ให้และผู้รับ

                สังคหวัตถุที่ ๒
 ก็คือ ปิยะวาจา  คำพูดที่น่าฟัง  เป็นสิ่งที่สำคัญมากนะคะ คำพูดเนี่ย // อย่างที่โบราณว่า ปากเป็นเอก เลขยังเป็นรองนะคะ คือเป็นโท // นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ความสุขของเราในวันๆหนึ่งเนี่ย  จะขึ้นอยู่กับ คำที่เราได้ยินได้ฟังเนี่ย มาก // ถ้าเราได้ยินคำที่น่าฟังนะคะ  ทำให้เรามีกำลังใจ  ทำให้เรารู้สึกสบายและก็อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเนี่ย  ก็เป็นสิ่งที่ดี  เพราะว่าบางคนอาจจะมีความท้อแท้ด้วยโรคภัย  หรือว่าอาจจะมีความท้อแท้ในเรื่องปัญหาชีวิต  หรือว่า  ความน่าเบื่อหน่ายต่างๆ เศรษฐกิจ รถติด อะไรก็ตามแต่นะคะ  ก็เป็นความท้อแท้ได้ทั้งหมด // แต่ถ้าเราสามารถมีปิยะวาจา คือ คำที่ทำให้คนอื่นเนี่ย มีกำลังใจ สบายใจขึ้น อันนั้นก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ // เพราะฉะนั้นถ้าเราเคยเป็นคนที่พูดไม่น่าฟังนะคะ และก็บางคนก็อาจจะรู้สึกตัว แต่ก็ช้าไปแล้ว เพราะว่าติดนิสัย เคยใช้คำพูดอย่างนั้นบ่อยๆ // แต่ถ้าได้ฟังถึงประโยชน์ของปิยวาจาเนี่ยค่ะ เราก็จะเห็นจริงว่า  แทนที่เราจะพูดอย่างนั้นเนี่ย  เราพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ และก็ประโยชน์ก็มีมากกว่าด้วย // คือขณะนั้นจิตใจของเราก็เป็นกุศล แล้วคนฟังก็สบาย // มีคำพูดที่ฟังกันสบายทั้งวันเนี่ย ก็คงจะดีกว่าได้ยินคำ ซึ่งฟังแล้วก็ไม่สบายใจนะคะ // เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่ง ซึ่งสงเคราะห์ให้เราอยู่ด้วยความสุขในวันๆหนึ่ง

                สังคหวัตถุที่ ๓
  ก็คือ  อรรถจริยา  การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือคนอื่นนั้นเอง นะคะ เล็กๆน้อยๆนิดๆหน่อยๆ ก็มีน้ำใจ // ที่โต๊ะอาหารยื่นอาหารให้ รินน้ำให้ ยกข้าวให้ หรืออะไรก็ตามแต่ // เห็นใครทำอะไร ของตกเนี่ยค่ะ เก็บให้เลย // นั่นก็คือการกระทำสิ่งที่มีประโยชน์ // นี่ก็แสดงให้เห็นว่า  สิ่งที่เราประพฤติในชีวิตประจำวันที่เป็นประโยชน์นั้นมี // ถ้าเรารู้ว่าขณะนั้นเป็นกุศลจิตแล้วก็  ถ้าใครประพฤติอย่างนั้นกับเรา  เราก็ชอบ  แล้วในขณะเดียวกัน  ถ้าเราสามารถจะประพฤติตนเป็นประโยชน์นะคะ // เพราะว่าชีวิตวันหนึ่งวันหนึ่งก็ล่วงไป  ทีละขณะ  ทีละขณะจริงๆค่ะ  เรียกกลับคืนมาไม่ได้เลย // แต่เราได้รับประโยชน์อะไรจากชีวิตขณะหนึ่งที่ล่วงไปแล้ว // นี่แสดงให้เห็นว่า  เราเสียเวลากับชีวิตที่เป็นอยู่โดยไม่ได้อะไรเลยเนี่ยมาก  ขณะหนึ่งก็ผ่านไป ขณะหนึ่งก็ผ่านไป ขณะหนึ่งก็ผ่านไป ได้อะไร จากแต่ละขณะที่ผ่านไป // ถ้าเป็นสิ่งที่ดีเป็นกุศลนะคะ  เป็นประโยชน์มาก เพราะเหตุว่าขัดเกลาจิตใจของเราให้เบาบางจากการเป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนโลภมาก เป็นคนโกรธมาก มาเป็นผู้ที่สามารถจะเสียสละประโยชน์ของเราเองด้วยการช่วยเหลือคนอื่น  นี่ก็เป็นอรรถจริยา

               
ประการสุดท้ายก็คือ  สมานัตตา  การมีตนเสมอ  การมีตนเสมอที่นี่มักจะมีปัญหาเสมอนะคะ  ว่าจะเสมอกันได้อย่างไง // มีนาย  ลูกจ้างกับนายจ้าง  และก็มีพี่กับน้องบ้าง มีพ่อกับแม่บ้าง มีฐานะตำแหน่งในราชการต่างๆกันบ้าง หรือคนในบ้านของเราเอง  ก็มีผู้รับใช้ช่วยเหลือบ้าง แล้วจะเสมอกันได้อย่างไง // แต่ตามความจริงนะคะ  การเสมอที่เนี่ย  ควรจะเป็นเสมอในคุณธรรม ไม่ใช่ในสิ่งที่เรามองจากวัตถุภายนอก // แต่ว่าจริงๆแล้วเนี่ยนะคะ  ถ้าเราเป็นผู้ที่เข้าใจทุกคนเหมือนกับที่เราเนี่ย เข้าใจเราเอง  ว่าเราก็ต้องการมีความสุข  และก็ไม่ชอบมีความทุกข์  คนอื่นต้องเหมือนกันหมดเลย ในบ้าน ไม่มีใครต้องการความทุกข์ // เพราะฉะนั้นเราเกิดมาเนี่ย  อาจจะต่างกันในชาตินี้นะคะ  โดยสภาพฐานะความเป็นอยู่ หรือว่า โดยความรู้ โดยศัพท์ ตระกูล  หรืออะไรๆก็แล้วแต่ // แต่จริงๆแล้วทุกคนมีใจที่เหมือนกัน  คือ มีโลภะ  ก็โลภะชนิดเดียวกัน ชอบในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสิ่งที่กระทบสัมผัส  มีโทสะ มีความขุ่นใจก็เหมือนกัน // เพราะฉะนั้น จะว่าไปแล้วไม่ต่างกันนะคะ  นอกจากความคิดของเรา  ซึ่งถือว่า สิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง // ซึ่งถือว่า  นายจ้างลูกจ้าง  อะไรอย่างนี้เป็นต้น // แต่ตามความจริง  ถ้าเราเข้าใจชีวิตแล้ว  ทุกคนเหมือนกันเท่ากันคะ  โลภะก็เหมือนกัน  โทสะก็เหมือนกัน  สุขก็เหมือนกัน  ทุกข์ก็เหมือนกัน // ถ้าเรามีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆนะคะ  เรามีใจเสมอ  ไม่มีการยกตน  หรือว่าข่มคนอื่น  หรือว่าดูหมิ่นดูถูกใครเลย // และถ้าเราสามรถที่จะเข้าใจใครได้  ด้วยความจริงใจ มีความเป็นมิตร มีตนเสมอจริงๆ ไม่มีการสูงต่ำในใจนะคะ อย่างนั้นก็จะทำให้คนที่อยู่ใกล้เราเนี่ยค่ะ  มีความสุข // แน่นอนที่สุด  คือ  เค้าทำงานให้เราด้วยความรักเรา  แล้วเราก็  ไม่ใช่ว่า  ถือว่าเค้าทำงานให้เราโดยที่ว่า เค้าได้เงินจากเรา // แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเพื่อนมนุษย์ เป็นคนที่เกิดมาร่วมกัน และก็มีสุขทุกข์ร่วมกัน  อันนี้ก็คือ สังคหวัตถุ ค่ะ
บรรยายโดย อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์
เขียนโดย : รู้ไว้มีสุข

คลิกที่นี่ –> เว็บไซต์บ้านธัมมะ

23/10/2010 / รู้ไว้มีสุข (กิ๊ก)

หนทางของการเจริญปัญญาเป็นหนทางละความไม่รู้ ละโลภะ, ปุถุชน ๒ ประเภท, ปัจจุบันนี้เป็นกาลวิบัติจริงหรือ ?

เรื่อง หนทางของการเจริญปัญญาเป็นหนทางละ (เขียนเมื่อ 16/04/2551)


         ที่คุณบุษบงถามว่า // หนทางของการเจริญปัญญาเป็นหนทางละ  // ละตั้งแต่ต้นค่ะ  ตั้งแต่ละการไม่รู้และละความพอใจที่จะไม่รู้ต่อไป  หลายคนใช่ไหมค่ะ  ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมะก็ยังไม่อยากจะรู้ว่าเป็นธรรมะ  แม้จะมีคนบอกว่า  “เป็นธรรมะ”  ก็ไม่สนใจที่จะเข้าใจในสภาพที่เป็นธรรมะ  จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจยิ่งขึ้น //  คือ เห็นว่า  ไม่มีประโยชน์ในการที่จะมาพูดเรื่อง  สิ่งที่มีในชีวิตประจำวันและดูเหมือนไม่ได้ลาภ ยศ เงินทอง อะไรเลยใช่ไหมคะ  //  แต่ความจริงเขาไม่รู้ว่า นั่นนะ คือ สิ่งที่ประเสริฐกว่าการที่จะได้เพียงสิ่งที่ปรากฏแล้วก็หมดไป  โดยที่เราเข้าใจว่ายังมีอยู่และยึดถือว่ายังอยู่  ไม่ว่าจะเห็นอะไร  จะเป็นเงินทองทรัพย์สมบัติ  เข้าใจว่ายังมีอยู่  แต่ความจริงสิ่งที่ปรากฏทางตาเกิดปรากฏแล้วดับไป  แล้วไม่กลับมาอีก  //  เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ความจริงจนกระทั่งสามารถดับหรือละวิปลาสได้  ก็ต้องเป็นปัญญาที่รู้จริงๆ  แล้วจะต้องอบรมจากขั้นการฟังให้เข้าใจจริงๆ  และรู้ว่าขณะนี้รู้จริงๆอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้ายังไม่รู้จริงๆก็คือว่า  ฟังต่อไปอีก  จับด้ามมีด  ด้ามมีดไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย   สิ่งที่ปรากฏทางตา  แล้วเคยเห็นว่าเป็นคนเป็นสัตว์ที่เที่ยง ไม่เห็นก็ยังเข้าใจว่า  “ยังมี” ลองคิดดูค่ะ  นี่แสดงให้เห็นว่า แล้ว  “สิ่งที่มี”  ทำไมไม่รู้
เช่นขณะนี้น่ะค่ะ  ใครเห็น ตับ ปอด หัวใจบ้าง  ไม่เห็นใช่ไหมคะ มีหรือเปล่า ??  ก็คิดว่ามีกัน
เห็นไหมคะ  ทั้งๆที่ไม่เห็นก็ว่ามี  แล้วสิ่งที่มีจริงๆที่ปรากฏให้เห็น  ไม่รู้ๆ  ไม่พยายามที่จะรู้ ไม่พยายามที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่า “มีเพียงชั่วขณะที่เห็น”  // (ลึกซึ้งมากนะครับ  รู้จริงๆอย่างนั้นแล้วหรือยัง)
          เพราะฉะนั้นพระธรรมทุกคำที่ทรงแสดงนี้ จากการตรัสรู้ความจริงแล้ว   ความจริงนั้นไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นเลย  และทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก  ให้สามารถที่จะเข้าใจถูก  เห็นถูกประจักษ์แจ้งความจริงนั้นได้  เป็นพระอริยบุคคลด้วยปัญญาที่สามารถที่จะเห็นถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรม
บรรยายโดย อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
 เรื่อง ปุถุชน ๒ ประเภท อันธปุถุชนกับกัลยาณปุถุชน
          ความต่างของผู้ที่เป็นปุถุชนกับผู้ที่เป็นพระอริยบุคคล  //  ปุถุชนที่ไม่ได้ฟังเลย  เป็น “อันธปุถุชน”  มืดบอดสนิท     ไม่สามารถแม้จะได้ยินคำว่า  “ธรรมะ นามธรรม รูปธรรม หรือว่า อนัตตา”   ไม่สามารถจะมีปัจจัยให้เกิดขึ้นมีศรัทธาที่จะฟังให้เข้าใจยิ่งขึ้นว่าคำที่ได้ยินนี้ถูกไหม จริงไหม นั่นคือปุถุชนผู้มืดบอด  //  แต่ก็ยังมี “กัลยาณปุถุชน”  ปุถุชนผู้มีโอกาสได้ยินได้ฟัง  การได้ยินได้ฟังนี้ยาก เพราะว่าส่วนใหญ่ก็จะมีปัจจัยให้ได้ยินอย่างอื่น และยากกว่านั้นคือ ได้ยินได้ฟังแล้ว  “เห็นประโยชน์”  ยากกว่านั้นอีกคือได้ยินได้ฟังแล้ว  “มีศรัทธาที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ได้ยินได้ฟังด้วยความอดทน”   เพราะเหตุที่เป็นสิ่งที่ยากที่จะรู้ได้ ไม่ใช่จะรู้ง่ายๆ  //
          เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้จริงๆว่า  // เพียงขั้นการได้ยินได้ฟังก็ยังยาก  //  และการได้ยินได้ฟังแล้ว  เห็นประโยชน์ที่จะมีศรัทธามั่นคงที่จะฟังต่อไปก็ยาก  //  และการที่จะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมจากปุถุชนเป็นกัลยาณปุถุชน       (ก็ยาก) เข้าใจความต่างขณะที่ฟังเรื่องราวแล้วเข้าใจ  แต่ขณะนี้ ที่สภาพธรรมปรากฏ  หลงลืมสติ  สติไม่เกิด  หรือว่าสติเกิดแล้วเริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ  เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ได้หนีหายไปไหนเลย  ตามความจริงเกิดแล้วดับแล้วไม่ได้หายไปไหนเลย  แต่ไม่ต้องไปคำนึงถึงตราบใดที่ยังมีสิ่งที่ปรากฏที่จะให้ค่อยๆเริ่มที่จะเข้าใจขึ้น  ว่าแท้ที่จริง  จริงๆสิ่งนี้มีจริงแน่นอน  แต่จริงเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น  แล้วก็ดับแล้วด้วยทันทีอย่างรวดเร็ว  แล้วเวลาที่มีจิตได้ยินเกิดขึ้นต่อ    ก็ไม่ใช่จิตที่เห็น  เพราะฉะนั้น  ถ้ามีความเข้าใจอย่างมั่นคง  ความจริงเป็นอย่างนี้  แล้วหนทางที่จะทำให้ค่อยๆเข้าใจความจริงนี้มีไม่ใช่ไม่มี  แต่ว่าไม่ใช่ตัวตนที่จะไปพยายามบังคับไปเร่งให้เร็ว  ให้เข้าใจมากๆ ให้รู้ชัดให้กิเลสหมด  เป็นไปไม่ได้เลย   สิ่งที่พิสูจน์คือขณะนี้นะคะ   ได้ยินได้ฟังว่า  ตานี้ไม่ใช่ใครเลย  อันนี้แน่นอนและพระโสดาบันเป็นผู้ที่เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง   ไม่ได้มีความสงสัยว่า  สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา  ขณะนี้เป็นอย่างนี้เท่านั้นและมีการประจักษ์การเกิดดับจริงๆด้วย  มิฉะนั้นจะไม่มีการละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา  เพราะเหตุที่ยึดถือสภาพธรรมมานานมากแสนโกฏิกัลป์  จะเพิ่มไปอีกเท่าไรก็ไม่มีใครนับได้  แล้วต่อไปข้างหน้าจะมากขึ้นหรือเปล่า  หรือว่าจะลดน้อยลง
บรรยายโดย อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::: 
เรื่อง ปัจจุบันนี้เป็นกาลวิบัติจริงหรือ

คุณณรงค์ ผู้ถาม           ทีนี้จากการศึกษา เรารู้ว่าในปัจจุบัน มันเป็นกาลวิบัติ ผมก็เลยยังไม่แน่ใจว่า ก็เลยเดาว่า เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมานี้ ก็เป็นกาลสมบัติ แต่บัดนี้ กาลสมบัติ มันก็ไม่เกิดแล้ว 
อาจารย์สุจินต์ ผู้ตอบ 
  ถ้ากล่าวโดยส่วนรวมนะคะ แต่ถ้ากล่าวโดยส่วนละเอียด ขณะนี้เป็นกาลวิบัติและกาลสมบัติของบางคน จะกล่าวว่าเป็นกาลวิบัติหมด ไม่มีการฟังธรรม ไม่มีการสนทนาธรรมเลย ถ้าเป็นกาลวิบัติขณะที่พระศาสนาอันตรธาน (จึงกล่าวได้ว่าเป็นกาลวิบัติโดยส่วนรวม) // แต่แม้ในครั้งพุทธกาล ที่กล่าวว่าเป็นกาลสมบัติ มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระอัครสาวก มีพระมหาสาวก พระโสดาบัน ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตมากมาย // แต่คนที่ไม่เลื่อมใสในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มี เพราะฉะนั้นจะกล่าวว่าเป็นกาลสมบัติของคนที่ไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาก็ไม่ได้ใช่ไหมค่ะ // ต้องเป็นขณะที่มีการเห็นถูกเกิดขึ้นเมื่อไร เฉพาะบุคคลนั้นก็เป็นกาลสมบัติ // ในยามที่เศรษฐกิจกำลังไม่ค่อยดีนี่นะคะ แต่บางคนก็ได้รับประโยชน์มาก เห็นไหมคะ กาลวิบัติส่วนรวม // แต่สำหรับแต่ละบุคคล เรื่องของกรรมเป็นเรื่องซึ่งไม่มีใครจะสามารถรู้ได้ ว่ากรรมใดจะให้ผล เมื่อไร สำหรับคนไหนในกาลไหน ในยามซึ่งเหมือนเป็นกาลวิบัติ แต่คนนั้นเป็นกาลสมบัติก็ได้ ก็มี เพราะฉะนั้นเรื่องของกรรมเป็นเรื่องซึ่งถ้าเราดูตามหนังสือพิมพ์ เรื่องราวต่างๆ วงศาคณาญาติ อุบัติเหตุทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้ จะเห็นได้ว่าไม่มีใครจะสามารถทำอะไรได้เลย ให้เป็นอย่างนั้น นอกจากกรรมทำได้ทุกอย่าง อย่างที่คาดคิดไม่ถึงเลยก็เป็นเรื่องของกรรม
บรรยายโดย อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์

เขียนโดย
: รู้ไว้มีสุข

23/10/2010 / รู้ไว้มีสุข (กิ๊ก)

ประโยชน์ของการศึกษาธรรมะ ควรอ่านอย่างยิ่ง

ประโยชน์ของการศึกษาธรรมะ 
อยู่ในปกิณณกธรรมแผ่นที่ 4 ตอนที่ 221

น้องหนุ่ย                ผู้ถาม    สีน้ำเงิน สนทนาธรรมที่ USA
อ.สุจินต์                  ผู้ตอบ   สีดำ
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
—–  แล้ว เมื่อเรารู้ว่า มันเป็นธรรมะทั้งหมดแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น
+++  ค่ะ เรารักอะไรมากที่สุดค่ะ
—–  รักตัวเองหรอค่ะ
+++  ค่ะ แน่นอนค่ะ จะรักอะไรยิ่งกว่าตัว
—–  รักพ่อรักแม่
+++  พ่อแม่ของใคร
—–  พ่อแม่เรา
+++  ค่ะ เพราะมีเรา ใช่ไหมค่ะ
—–  OK
+++  ทั้งหมดจุดศูนย์กลาง อยู่ที่เรา
—–  ก็คือแต่ไม่มีเรานะ
+++  นั่นนะซิค่ะ เพราะฉะนั้นมีความไม่รู้มาตั้งแต่เกิด // เป็นธรรมะ แต่ยึดถือธรรมะว่าเป็นเราทั้งหมด จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมและเข้าใจขึ้น // เมื่อมีความรักตัวเองมากที่สุดนะคะ ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง แสวงหาทุกอย่าง เพื่อความพอใจของตัวเอง
—–  ใช่ค่ะ
+++  ถ้าเป็นในทางสุจริตนะคะ ก็พอใช้ได้ // แต่ถ้าเป็นในทางทุจริต เป็นยังไงค่ะ
—–  ก็ไม่ดี
+++  ค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเรา ห้ามยับยั้งความรักตัวไม่ได้ แล้วก็แสวงหา สิ่งที่ถ้าไม่ได้โดยสุจริต เราถึงกับทำทุจริต // ที่คนที่ทำทุจริตเนี่ย เพราะอะไรถ้าไม่ใช่เพราะความรักตัว ทั้งๆที่ไม่มีตัว // แต่ถ้ารู้ความจริงขึ้นนะคะ ว่าไม่มีเรา ความรักตัวเราก็จะลดน้อยลงเพราะไม่มี // ชีวิตของเราเนี่ยก็จะ เบาบางจากอกุศล
—–  ก็คือ ทำให้ ไม่มีความโลภ โกรธ หลง
+++  เบาบางค่ะ 
—–  ใช่ค่ะเบาบาง
+++  แต่ยังไม่ได้ดับ จนกว่าปัญญาจะเจริญถึงขั้นที่สามารถดับได้ไม่เกิดอีกเลย
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

บรรยายโดย อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์
เขียนโดย : รู้ไว้มีสุข

คลิกที่นี่ –> เว็บไซต์บ้านธัมมะ